HBD TO ME
posted on 18 Jul 2009 23:47 by nangsinHAPPY BIRTHDAY /19 JULY
แก่ขึ้นอีกปีว่ะ 20 แล้ว
ความจิงอยากให้หยุดที่อายุ 19 อีกนานๆ
ชอบเลข 19 อ่ะ เหอะๆ
Happy Birthday To Me
HAPPY BIRTHDAY /19 JULY
แก่ขึ้นอีกปีว่ะ 20 แล้ว
ความจิงอยากให้หยุดที่อายุ 19 อีกนานๆ
ชอบเลข 19 อ่ะ เหอะๆ
Happy Birthday To Me
15 วิธีโหด มัน เฮ ทำ “แอนิเมชั่น”
สโนไวท์กับ คนแคระทั้งเจ็ด ซิมบ้าผู้เติบโตสู่การเป็นเจ้าป่า พ่อปลาการ์ตูนตะลุยหานีโมลูกน้อย ไอ้หนูท่อจอมซ่าอยากเป็นเชฟ เจ้าหญิงโมโนโนเกะผู้มีจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ ...”แอนิเมชั่น” อาจเป็นคำที่ทำให้เราพลันนึกเห็นภาพเคลื่อนไหวสุดตื่นใจที่อุบัติขึ้นบนจอหนังได้ด้วยเทคนิคหรูหราและฝีมือการวาดแสนตื่นตาเหล่านี้
แต่เดี๋ยวก่อน แอนิเมชั่นในความหมายที่แท้จริงหาได้มีเพียงเท่านั้น และเราก็ไม่จำต้องใช้นามสกุล “ณ ดิสนี่ย์”, “ณ พิกซาร์”, “ณ จิบลิ” ฯลฯ เพื่อจะมีโอกาสลิ้มลองใช้สองมือสร้างผลงานแอนิเมชั่นที่น่าสนใจเป็นของเราเองบ้างหรอกนะ!
Flip Book
แบบไหนจึงเรียกว่า “แอนิเมชั่น”
ในความหมายที่กว้างที่สุด ถ้าเรามีภาพนิ่งอะไรสักชุดหนึ่งแล้วหาวิธียังไงก็ได้ทำให้มัน “ดูเหมือนเคลื่อนไหวต่อสายตาเรา” ...นั่นล่ะที่เรียกว่า แอนิเมชั่น (animation) ฉะนั้น คำคำนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่ “สมุดภาพแบบพลิก” (Flip book – ปึกกระดาษที่เราวาดภาพใส่ลงไปแผ่นละภาพ โดยแต่ละภาพมีความเปลี่ยนแปลงของรูปร่างท่าทางอย่างต่อเนื่องทีละนิด เมื่อเราจับทั้งปึกมากรีดไล่ดูอย่างรวดเร็วก็จะเห็นภาพลวงตาราวกับว่าภาพ นั้นเคลื่อนไหวได้) ไปจนถึง “ภาพยนตร์” ที่เราคุ้นเคยกันดี (Motion Picture – ใช้หลักการภาพลวงตา/ภาพติดตาเช่นกัน โดยใช้ฟิล์มถ่ายวัตถุอะไรก็ตามที่เคลื่อนไหวอยู่ แผ่นฟิล์มแต่ละเฟรมจะบันทึกภาพของวัตถุนั้นเป็นภาพนิ่งที่ต่อเนื่องกันไป เรื่อยๆ เมื่อนำฟิล์มทั้งหมดไปฉายขึ้นจอด้วยความเร็ว 24 ภาพต่อวินาที เราจะเห็นวัตถุนั้นเสมือนเคลื่อนไหวได้)
อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไป เวลาเราพูดถึงแอนิเมชั่น มักไม่ได้หมายรวมหนังประเภทคนแสดงไว้ด้วย แต่มักใช้กับภาพประเภทอื่นๆ ที่เราสร้างขึ้นด้วยเทคนิคต่างๆ
สารพัดวิธีทำภาพให้เคลื่อนไหว
ด้วยความหมายครอบจักรวาลปานนี้ จึงบอกเป็นนัยว่า เราทำแอนิเมชั่นได้ด้วยวิธีหลากหลาย “ฟิ้ว” จึงขอลองแบ่งเทคนิคออกเป็นกลุ่มแบบง่ายๆ ราว 16 วิธี
พร้อมยกตัวอย่างที่น่าสนใจและท้าทายให้ลองทำตามเป็นที่สุด
: หมายเหตุ : ไม่มีข้อจำกัดว่าแอนิเมชั่นแต่ละเรื่องต้องเลือกใช้แค่เทคนิคใดเทคนิคหนึ่ง ในความเป็นจริงมีหลายเรื่องที่ใช้หลายเทคนิคผสมผสานกันได้อย่างน่าทึ่ง
1. แอนิเมชั่นแบบดั้งเดิม (Traditional animation)
หรือที่เรามักได้ยินในชื่อ Cel animation ซึ่งหมายถึงการวาดภาพด้วยมือลงบนแผ่นเซลใสทีละแผ่น แล้วนำไปวางซ้อนบนภาพแบ็คกราวด์ (ซึ่งอาจวาดด้วยมือเหมือนกัน หรือเป็นภาพถ่ายก็ได้) จากนั้นก็ใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรมก่อนจะนำไปฉายให้ดูเหมือนเคลื่อนไหวนั่น เอง ปัจจุบัน การวาดบนแผ่นเซลแทบสูญพันธุ์แล้วเพราะเราวาดลงบนวัสดุอื่นและสแกนเข้า คอมพิวเตอร์ได้โดยตรง (หรือจะวาดในคอมพ์เลยยังได้) แถมเมื่อแต่งภาพในคอมพ์เสร็จก็พรินต์ออกมาเป็นฟิล์มฉายได้ทันที อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเทคโนโลยีจะล้ำแค่ไหน แอนิเมเตอร์ศิลปินที่เลือกทำแอนิเมชั่นแนวนี้ก็ยังนิยมรักษาสไตล์ของเส้นสาย สีสัน ฯลฯ แบบเดิมไว้เสมอ
แอนิเมชั่นดั้งเดิมที่ว่านี้ยังแบ่งออกได้คร่าวๆ เป็น แอนิเมชั่นชนิดเต็มรูปแบบ(Full animation = ใส่รายละเอียดประณีตบรรจง เน้นความสมจริง)
และแอนิเมชั่นชนิดลดทอนรายละเอียด (Limited animation = ประหยัดกว่า เน้นความสมจริงน้อยกว่า ดูเป็นการ์ตูนกว่า)
2. แอนิเมชั่นแบบสต็อปโมชั่น (Stop motion)
เป็นแอนิเมชั่นที่แอนิเมเตอร์ต้องสร้างส่วน ประกอบต่างๆ ของภาพขึ้นด้วยวิธีอื่นนอกเหนือจากการวาดบนแผ่นกระดาษหรือแผ่นเซล และยังต้องยอมเมื่อยมือขยับรูปร่างท่าทางของส่วนประกอบเหล่านั้นทีละนิดๆ แล้วใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรมๆ
สต็อปโมชั่นมีเทคนิคทำได้หลากหลาย เช่น
2.1 เคลย์แอนิเมชั่น (Clay animation –เรียกย่อๆ ว่า เคลย์เมชั่น / claymation)
คือแอนิเมชั่นที่ใช้หุ่นซึ่งทำจากดินเหนียว ขี้ผึ้ง หรือวัสดุใกล้เคียง โดยใส่โครงลวดไว้ข้างในเพื่อให้ดัดท่าทางได้
Wallace and Gromit งานเคลย์เมชั่นสุดดังของค่ายอาร์ดแมน
2.2 คัตเอาต์แอนิเมชั่น (Cutout animation)
สมัยก่อนแอนิเมชั่นแบบนี้ทำโดยใช้วัสดุ 2 มิติ (เช่น กระดาษ, ผ้า) ตัดเป็นรูปต่างๆ และนำมาขยับเพื่อถ่ายเก็บไว้ทีละเฟรม แต่ปัจจุบันใช้วิธีวาดหรือสแกนภาพเข้าไปขยับในคอมพิวเตอร์ได้เลย (โปรแกรมหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ คือ Cutout Pro's Stickman ใครสนใจคลิกไปได้ที่ www.cutoutpro.com)
คัตเอาต์แอนิเมชั่นที่ใช้วิธีฉายไฟเข้าด้านหลังเพื่อให้ได้ภาพเงาดำแบบนี้ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Silhouette animation คิดค้นโดย ล็อตเตอ ไรนิเกอร์ แอนิเมเตอร์ชาวเยอรมัน ผลงานคลาสสิกของเธอคือ The Adventures of Prince Achmed (1926)
howl
ตอนแรกๆ ของแอนิเมชั่นแสบ South Park ทำจากกระดาษตัดจริงๆ แต่ปัจจุบันใช้วิธีทำภาพด้วยคอมพิวเตอร์
2.3 กราฟฟิกแอนิเมชั่น (Graphic animation)
เป็นอีกเทคนิคที่น่าสนใจไม่เบา เกิดจากการนำกล้องมาถ่ายภาพนิ่งต่างๆ ที่เราเลือกไว้ (จะเป็นภาพจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ก็ได้) ทีละภาพ ทีละเฟรม แล้วนำมาตัดต่อเข้าด้วยกันเหมือนเทคนิคคอลลาจ (collage – ปะติด) โดยอาจใช้เทคนิคแอนิเมชั่นแบบอื่นมาประกอบด้วยก็ได้ (เช่น ใช้ทำแบ็คกราวด์) ผลที่ได้จะเป็นเหมือนชุดภาพนิ่งที่ถูกฉายต่อกันไปเรื่อยๆ ซึ่งจะน่าสนใจแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับภาพที่เลือกมา จังหวะการตัดต่อ และเรื่องที่เล่า
Frank Film หนังสั้นชนะออสการ์ปี 1973 ของ แฟรงค์ โมริส (คลิกไปดูตัวหนังแบบเต็มๆ ได้ที่ www.ubu.com/film/mouris.html)
2.4 โมเดลแอนิเมชั่น (Model animation)
คือการทำตัวละครโมเดลขึ้นมาขยับ แล้วซ้อนภาพเข้ากับฉากที่มีคนแสดงจริงและแบ็คกราวด์เหมือนจริง ตัวอย่างคลาสสิกเช่น King Kong ฉบับดั้งเดิมของ วิลลิส โอเบรียน และ Jason and the Argonauts ของ เรย์ แฮร์รี่เฮาเซ่น
2.5 แอนิเมชั่นที่เล่นกับวัตถุอื่นๆ (Object animation)
ไม่ว่าจะเป็นของเล่น หุ่น ตุ๊กตา ตัวต่อเลโก้ ฯลฯ อะไรก็ตามที่ไม่ใช่วัสดุซึ่งดัดแปลงรูปร่างหน้าตาได้แบบดินเหนียว
2.6 พิกซิลเลชั่น (Pixilation)
เป็นสต็อปโมชั่นสุดพิสดาร เพราะแทนที่จะใช้ตุ๊กตาดินเหนียวหรือหุ่น ก็เปลี่ยนเป็นใช้คนจริงๆ นั่นแหละมาขยับท่าทางทีละนิดแล้วถ่ายไว้ทีละเฟรม! เทคนิคนี้เหมาะมากถ้าเราทำแอนิเมชั่นที่มีหุ่นแสดงร่วมกับคนและอยากให้ทั้ง หุ่นทั้งคนดูเคลื่อนไหวคล้ายคลึงกัน หรือไม่ก็แอนิเมชั่นที่อยากได้อารมณ์กระตุกๆ ประหลาดๆ ไม่ว่าจะน่าขำหรือน่ากลัวก็เถอะ
ด้วยความที่มีคนเป็นตัวแสดงหลัก เราจึงทำแอนิเมชั่นประเภทนี้ได้เช่นกันด้วยการตั้งกล้องถ่ายนักแสดงตามปกติ จากนั้นก็เลือกแค่บางเฟรมมาใช้โดยทิ้งเฟรมระหว่างนั้นไป ภาพที่ได้ก็จะดูเหมือนนักแสดงเคลื่อนไหวไม่ราบรื่น คล้ายการถ่ายทีละเฟรมแบบสต็อปโมชั่น (แต่แน่นอนว่าดูไม่เจ๋งเท่า)
3. แอนิเมชั่นที่ทำด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer animation)
แน่นอนว่าแยกเป็นประเภทย่อยๆ ได้อีกเพียบเช่นกัน...
3.1 แอนิเมชั่น 2 มิติ (2D animation)
คือแอนิเมชั่นที่สร้างส่วนประกอบต่างๆ ของภาพและตัดต่อบนคอมพิวเตอร์ด้วยหน้าตาแบบงานกราฟฟิก 2 มิติ ซึ่งทำได้ด้วยหลายวิธี
เช่น
- ทำด้วยโปรแกรมแฟล็ช (Flash animation)
หมายถึงโปรแกรม Adobe Flash ซึ่งช่วยให้ทำแอนิเมชั่นได้ง่าย และไฟล์งานก็ไม่ใหญ่โต จึงฮิตมากในหมู่คนทำแอนิเมชั่นที่ต้องการเผยแพร่งานทางอินเตอร์เน็ต (เราเลยมักได้ยินแฟล็ชแอนิเมชั่นในชื่ออื่นๆ อย่าง อินเตอร์เน็ตการ์ตูน, ออนไลน์การ์ตูน, เว็บตูน) แต่เทคนิคนี้มีข้อจำกัดตรงที่มักได้งานซึ่งดูไม่ค่อยประณีต ใครอยากใช้จึงควรศึกษาพื้นฐานการเคลื่อนไหวของแอนิเมชั่นและใส่ใจกับการลง รายละเอียดของภาพให้มากเป็นพิเศษ
- ทำด้วยโปรแกรมพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint animation)
หือ? พาวเวอร์พอยต์ของไมโครซอฟต์เนี่ยนะทำแอนิเมชั่นได้?... ใช่เลย! สำหรับคนที่ยังไม่เคยลอง เชื่อหรือไม่ว่ามีแอนิเมเตอร์มากมายใช้โปรแกรมนี้ทำหนังและเกมกันมาแล้ว!
ปกติ เราใช้โปรแกรมพาวเวอร์พอยต์ในการเสนอสไลด์รายงานที่ประกอบด้วยข้อมูลหลายๆ หน้า โดยสามารถสั่งให้สไลด์นั้น “เคลื่อนไหว” (animate) ทีละหน้าต่อเนื่องกันไปได้ ฉะนั้น จึงมีคนหัวใสนำคุณสมบัตินี้มาใช้ร่วมกับคำสั่งอื่นๆ ในตัวโปรแกรม เช่น เอฟเฟ็คต์ Custom Animation, Animation Trigger, Visual Basic for Applications (VBA) ฯลฯ
ก็จะขยับรูปวาดหรือเส้นสายให้เคลื่อนไหวได้ หรือจะทำแอนิเมชั่นเป็นเรื่องๆ ก็ยังได้ โดยวาดรูปง่ายๆ ลงไปบนแผ่นสไลด์ทีละแผ่น คล้ายๆ วิธีของ Cel animation แล้วเพิ่มความน่าสนใจด้วยการใส่เอฟเฟ็คต์และเสียง จากนั้นก็สั่ง Slide Show ให้โปรแกรมฉายสไลด์ทั้งชุดต่อเนื่องกันไปโดยอัตโนมัติ
อย่าง ไรก็ตาม ข้อจำกัดของแอนิเมชั่นแบบนี้ก็คือ หน้าตาของงานย่อมไม่ดูหลากหลายเท่าแอนิเมชั่นทั่วไป และยังต้องอาศัยเวลากับแรงงานมหาศาลอีกต่างหาก ประมาณกันว่า แอนิเมชั่นพาวเวอร์พอยต์ยาวแค่ 1 นาทีอาจใช้เวลาทำงานถึง 1 เดือนเต็มเลยเชียว
ฉากต่อสู้ใน Shadow Fighter: The Movie แอนิเมชั่นขนาดสั้นที่ทำด้วยพาวเวอร์พอยต์
3.2 แอนิเมชั่น 3 มิติ (3D animation)
หมายถึงแอนิเมชั่นที่ทำด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมที่ทำให้ภาพมีมิติสมจริง ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้ความรู้และทักษะด้านซอฟต์แวร์มากเป็นพิเศษ เราจึงไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้
4. แอนิเมชั่นที่ใช้เทคนิคอื่นๆ
เช่น
4.1 วาดลงบนฟิล์มโดยตรง (Drawn on film animation หรืออาจเรียกว่า direct animation และ animation without camera - แอนิเมชั่นที่ไม่ต้องใช้กล้องถ่าย)
ทำได้ 2 วิธี คือ
- วาด, ระบายสี, ปั๊มรอย, ติดวัสดุต่างๆ ฯลฯ ลงบนแผ่นฟิล์มเปล่า (ฟิล์มที่ยังไม่ได้ใช้) - ขูดขีด, แกะ, เจาะ, โรยเม็ดทราย ฯลฯ ลงบนแผ่นฟิล์มสีดำ (ฟิล์มที่ถ่ายและล้างแล้ว)
โดยทำลงบนฟิล์มทีละเฟรมๆ (จะเป็นฟิล์ม 8 มม., 16 มม. หรือ 35 มม. ก็ได้ และทำได้บนทั้งด้านหน้าและหลังของแผ่นฟิล์ม) จากนั้นก็นำไปฉายได้เลย ข้อดีของแอนิเมชั่นประเภทนี้คือประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะทำลงบนฟิล์มโดยตรง ไม่ต้องพึ่งวัตถุอื่นและไม่ต้องใช้กล้อง แถมยังใช้เศษฟิล์มอะไรก็ได้ จึงไม่แปลกที่มันจะเป็นเทคนิคยอดฮิตในหมู่นักเรียนหนังทั่วโลก
นอร์แมน แม็กลาเรน ชอบใช้เทคนิคนี้เช่นกัน งานของเขามีทั้งแอนิเมชั่นแบบเล่าเรื่องและแบบนามธรรม ในรูปนี้คือ Blinkity Blank (1955) ซึ่งใช้วิธีแกะรอยบนเนื้อฟิล์ม 35 มม. พล็อตว่าด้วยความสัมพันธ์ของนกตัวหนึ่งกับกรง
4.2 วาดบนกระจก (Paint-on-glass animation)
ทำ โดยวาดภาพสีน้ำมันลงไปบนแผ่นกระจก (เหตุที่นิยมใช้สีน้ำมันเพราะแห้งช้าดี) จากนั้นแอนิเมเตอร์ก็จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงภาพนั้นไปเรื่อยๆ แล้วใช้กล้องบันทึกไว้ทีละเฟรม เมื่อนำมาฉายก็จะเห็นภาพเคลื่อนไหวได้โดยสีน้ำมันค่อยๆ หลอมเหลวเข้าหากันและเปลี่ยนเป็นภาพอื่นๆ ไปอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่าความยากเข็ญของเทคนิคนี้อยู่ตรงที่เมื่อเราลบหรือแก้ภาพบนกระจกไป แล้วย่อมไม่สามารถทำให้มันกลับมาเหมือนเดิมเป๊ะได้อีกเลย ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนวาดและถ่ายทำอย่างดี (เพราะไม่มีสิทธิซ้อมก่อนหรือเทคใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น) อย่างไรก็ตาม ความยากนี้ก็ส่งผลให้งานดูมีความสด มีเอกลักษณ์ และมีชีวิตชีวามากเช่นกัน
4.3 แอนิเมชั่นเข็ม (Pinscreen animation)
เริ่มจากการนำเข็มมาปักบนกรอบสีขาวให้เต็ม แล้วกดทีละเล่มให้เลื่อนสูง-ต่ำตามลักษณะของภาพที่ต้องการ จากนั้นก็จัดแสงให้สาดเข้าทางด้านข้างเพื่อให้เกิดเงาจากแท่งเข็มเหล่านั้น และใช้กล้องถ่ายเก็บไว้ทีละเฟรม เมื่อนำไปฉายก็จะได้ภาพแสงเงาเคลื่อนไหวที่มีเอฟเฟ็คต์พื้นผิวแปลกตา
เทคนิค นี้คิดค้นโดย อะเล็กซานเดอร์ อะเล็กซีฟ กับ แคลร์ พาร์คเกอร์ สองสามีภรรยาแอนิเมเตอร์ที่อยากทำแอนิเมชั่นซึ่งดูมีมิติ กว่าเซลแอนิเมชั่นทั่วไป ทั้งคู่มีผลงานแนวนี้เพียง 6 เรื่องตลอดระยะการทำงานกว่า 50 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นได้ดีมากว่ามันเป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยใช้ความอุตสาหะขนาดไหน (แต่ปัจจุบัน สามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำแอนิเมชั่นที่ให้อารมณ์ใกล้เคียงแอนิเมชั่นเข็มได้ แล้ว)
4.4 แอนิเมชั่นทราย (Sand animation)
อีกเทคนิคที่ต้องอาศัยลูกอึดใหญ่หลวงของแอนิเมเตอร์ เพราะต้องโรยทรายให้เต็มแผ่นกระจกที่จัดแสงเข้าทางด้านหน้าหรือหลัง จากนั้นใช้มือหรืออุปกรณ์ต่างๆ วาดลวดลายลงบนผืนทรายตามต้องการแล้วใช้กล้องถ่ายทีละเฟรม
4.5 Multi-sketch (ย่อมาจาก Multimedia Sketch)
แอนิเมเตอร์ชื่อ เรนัต ซาร์ไบลอฟ กับ เคนลี่ ดิลลาร์ด คิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นเมื่อปี 2005 นี่เอง วิธีคิดหลักของพวกเขาคือ นำเทคนิควาดภาพด้วยมือแบบดั้งเดิมมาผสมเทคนิคดิจิตอล ส่วนวิธีการก็คือ การสเก็ตช์ภาพลงไปบนแท็บเล็ตพีซี (Tablet PC – คอมพิวเตอร์แบบพกพาที่สามารถป้อนข้อมูลเข้าไปได้โดยใช้ปากกา) พร้อมๆ กับอัดเสียงบรรยายไปด้วยแบบด้นสดๆ และใช้โปรแกรมแค็ปเจอร์ภาพหน้าจอจัดการแปลงภาพที่วาดนั้นออกมาเป็นไฟล์ วิดีโอฟอร์แม็ตต่างๆ
งานที่ได้จะดูสด ไม่เนี้ยบแต่ก็มีชีวิตชีวา แถมยังประหยัดมากเพราะลงทุนซื้อแท็บเล็ตตัวเดียวแต่ไม่ต้องมีกล้องหรือ ซอฟต์แวร์ทำแอนิเมชั่นแพงๆ ใดๆ ทั้งสิ้น
Secret Admirer หนึ่งในผลงานมัลติสเก็ตช์ของซาร์ไบลอฟกับดิลลาร์ด ...คนหลังนั้นมีฝีมือด้านการวาดเร็วมาก ถึงขั้นคว้าตำแหน่งแชมเปี้ยนอันดับ 3 จากการแข่งขันวาดเร็วมาแล้ว
หมายเหตุ : 15 วิธีข้างต้นนี้ไม่ใช่ทั้งหมดเท่าที่มีในโลกแอนิเมชั่นอันไพศาล ยังมีอีกมากวิธีที่ศิลปินแอนิเมเตอร์ใช้หัวใจและสองมือทดลองกันด้วยความ สนุกสนาน คุณเองก็อาจเป็นหนึ่งในผู้สร้างแนวทางใหม่ๆ ได้ตราบใดที่มีความรักและความเข้าใจศาสตร์แอนิเมชั่นอย่างแข็งแรงจ้ะ
ขอบคุณ fuse ที่ให้ความรู้ มันเป็นประโยชน์มากสำหรับคนเรียน Anima
วันว่างๆ ที่ไม่ได้กลับบ้าน ทำให้ได้วาดรูปเล่น
เหอะๆ เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย
ลองเปิดโน่นเปิดนี่ดูในคอมพ์ ตาก้อไปสะดุดเข้ากับ
โปรแกรม Paint โปรแกรมเริ่มแรกที่ชั้นใช้วาดรูปสมัยเด็ก ตั้งแต่อนุบาล
ณ เวลานั้นไม่รู้จัก photoshop , Illast หรือโปรแกรมอื่นๆอีกมากมาย
อุปกรณ์ที่ใช้วาดก้อมีแค่เมาส์ธรรมดาที่ติดอยู่กะคอมที่บ้าน
หาได้มีเมาส์ปากกาไม่ บางครั้งต้องเคาะเมาส์ไปด้วย
สร้างสรรค์งานศิลปะไปด้วย เพราะมันค้าง (ช่างรันทด)
แล้วชั้นก้อเปิดโปรแกรม paint ขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากไม่ได้เข้ามาแวะเวียนนานนับหลายปีดีดัก
วาดๆ ขีดๆ เขียนๆ จนออกมาเป็นการ์ตูนบ้าๆบรอๆตัวนึง
ชั้นจินตนาการ.....มันเป็นภาพในความทรงจำ
เพื่อนผู้ชายคนนึงที่ชอบแกล้งบ่อยๆ อีตานี่ซนมากๆ
เลยเอาผ้าขี้ริ้วโยนใส่หัว แล้วมันก้อโกรธมากๆ
(ผ้าขี้ริ้วเหมือนหมวกปากหมึก)
เหอะๆ
ขี้เกียจพิมพ์ต่อแระ ง่วงนอนว่ะ ไปนอนดีกว่า กิ้วๆ
หากครายว่างๆ แล้วอยากนึกถึงเวลาช่วงวัยเด็กก้อลองหาอะไรที่คุณทำบ่อยๆในวัยเด็กมาทำดูซิ
รู้สึกดีไปอีกแบบ เหอะๆ
edit @ 6 Jul 2009 16:06:05 by นางศิลป์